การพ่ายแพ้ วัตฟอร์ด คือการโยนความกดดันของ หงส์แดง ทิ้งไป

การพ่ายแพ้ วัตฟอร์ด คือการโยนความกดดันของ หงส์แดง ทิ้งไป

ในขณะที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ พยายามประเมินความพ่ายแพ้ที่ “หงส์แดง” บุกไปโดน “แตนอาละวาด” วัตฟอร์ด ไล่ถล่ม 3-0 ที่สนามวิคาเรจ โร้ด ในเกมลีกเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น เขาก็พบว่าตัวเองให้สัมภาษณ์เสียงดังกว่าที่เคยเป็นมา

จากรายงานสถิติใน บ้านผลบอล ในเกมกับ วัตฟอร์ด นั้น นักเตะ ลิเวอร์พูล โชวฟอร์มได้ต่ำกว่ามาตรฐานหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแนวรับ โดยพลพรรค “แตนอาละวาด” ซัดไปรวดเดียว 3 ประตูในนครึ่งหลังจาก อิสไมล่า ซาร์ มิดฟิลด์ชาวเซเนกัล ซัดไป 2 ประตู และ ทรอย ดีนี่ย์ กองหน้าชาวอังกฤษ 1 ประตู

ฟอร์มการเล่นที่น่าผิดหวังของ ลิเวอร์พูล ในเกมกับ วัตฟอร์ด นั้น ส่งผลให้บรรดาสื่อมวลชนจำนวนกว่าร้อยคนทยอยกันเข้าไปสัมภาษณ์ คล็อปป์ อย่างเนืองแน่นภายในห้องแถลงข่าว ถึงแม้ว่า “หงส์แดง” กำลังจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในเร็วๆนี้ก็ตาม

มันเกี่ยวข้องกับสถิติของ ลิเวอร์พูล ซึ่งถูกมองว่า พวกเขาจะคว้าแชมป์ลีกแบบไร้พ่ายได้แบบ “ไอ้ปืนใหญ่” อาร์เซนอล หรือไม่ แต่หลังจากพ่ายต่อ วัตฟอร์ด ที่กำลังดิ้นรนหนีตกชั้น มันส่งผลให้พลพรรค “หงส์แดง” ชวดการเก็บสถิติไปอย่างน่าเสียดาย

แต่นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไรกับทีมจ่าฝูงที่ยังไม่เคยแพ้ใครอย่าง ลิเวอร์พูล แต่พูดง่ายๆคือ วัตฟอร์ดเป็นทีมมที่เล่นได้ดีกว่าตั้งแต่ต้นจนจบเกม โดยพลพรรค “แตนอาละวาด” ภายใต้การคุมทีมของ ไนเจล เพยร์สัน โค้ชชาวอังกฤษ นั้น ไล่กดดันแข้ง “หงส์แดง” ทุกจังหวะอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ขณะเดียวกัน คล็อปป์ เองก็ทราบดีว่า หัวข้อข่าวที่พาดหน้าหนังสือพิมพ์ในเมืองผู้ดีนั้น จะเกี่ยวกับความพ่ายแพ้ของ ลิเวอร์พูล อย่างแน่นนอน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ “หงส์แดง” โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมมาโดยตลอด

กุนซือ ลิเวอร์พูล กล่าวกับ “บีบีซี” หลังจมเกมพ่าย วัตฟอร์ด ว่า “การพ่ายแพ้ 3-0 มันเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังสุดๆ แต่เรารับมือกับเรื่องแบบนั้นได้ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ผมขอแสดงความยินดีกับ วัตฟอร์ด เพราะพวกเขาสมควรได้รับชัยชนะแล้ว และเราไม่ได้เล่นอย่างที่ควรจะเป็น วัตฟอร์ด แสดงวิธีที่พวกเขาต้องการในชัยชนะอย่างแท้จริง”

แน่นอนว่า ผลงานที่น่าผิดหวังของ ลิเวอร์พูล นั้น นักเตะที่ถูกมองว่า มีส่วนทำให้เกิดความพ่ายแพ้ก็คือ เดยัน ลอฟเรน กองหลังชาวโครเอเชีย โดยดาวเตะโครแอต ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเป็นเกมแรกนับตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคมปีที่ผ่านมา

ในขณะที่ โจ โกเมซ กองหลังดาวรุ่งชาติอังกฤษ มีปัญหาอาการบาดเจ็บเล็กน้อยในก่อนเกมกับ วัตฟอร์ด นั้น คล็อปป์ จึงตัดสินใจส่ง ลอฟเรน ลงเล่นแทน แต่ปราการหลัง “ตราหมากรุก” ไม่สามารถรับมือกับแนวรุก “แตนอาละวาด” ได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาต้องดวลตัวต่อตัวกับ ดีนีย์ ซึ่งมีความแข็งแกร่ง

ลิเวอร์พูล แพ้ ท็อตแนม ฮอทสเปอร์

ก่อนหน้านี้ ลอฟเรน เคยได้ลงเป็นตัวจริงในเกมที่ ลิเวอร์พูล แพ้ ท็อตแนม ฮอทสเปอร์ 4-1 ในปี 2017 ซึ่งเขาโดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจน คล็อปป์ ต้องเปลี่ยนตัวออกทันทีในช่วงพักครึ่ง แต่ในเกมกับ วัตฟอร์ด นั้น มันไม่ใช้ความผิดของเขาเพียงคนเดียว เพราะ เวอล์จิล ไน ไดจค์ กองหลังชาวดัตช์ และ ฟาบินโญ กองกลางชาวบราซิล ก็พลาดด้วยเช่นกัน

คล็อปป์ กล่าวต่อว่า “ในครึ่งแรกมีสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับฟุตบอลที่มันไม่ได้ผลสำหรับเรา สิ่งต่าง ๆ ที่เราทำตามปกติ แต่เราไม่ได้ทำให้มันถูกต้อง ซึ่งนั่นทำให้เกมค่อนข้างตึงเครียด เราพูดถึงเรื่องฟุตบอลในครึ่งเวลาแรก และผมชอบการเริ่มต้นครึ่งหลังของเกม”

“เรามีปฏิกิริยาที่ดีขึ้น แต่แล้วเราก็เสียประตูแรก และหลังจากนั้นไม่นานเราก็เสียประตูที่สอง แต่มันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเกมที่เราชนะมาก่อนหน้านี้เลย มันเป็นเพียงเกมฟุตบอลเกมหนึ่งเท่านั้น และเราต้องยอมรับว่าเราแพ้ให้กับทีมที่เล่นได้ดีกว่า” อดีตเทรนเนอร์ “เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในศึกบุนเดสลีกา เยอรมัน กล่าว

อย่างไรก็ตาม บรรดาแฟนบอลเจ้าถิ่น วัตฟอร์ด ในสนามวิคาเรจ โรด ก็มีส่วนสำคัญในชัยชนะของทีมด้วยเช่นเดียวกัน โดยก่อนที่จะเริ่มเกมนั้น พวกเขาส่งเสียงเชียร์ดังกระหึ่มทั่วสนาม ซึ่งมันเป็นแรงกระตุ้นชั้นดีสำหรับพลพรรค “แตนอาละวาด”

แฟนบอล วัตฟอร์ด ส่งเสียงเชียร์สนับสนุนทีมของตัวเองตั้งแต่เริ่มต้นเกม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งเวลาหลังเมื่อ ซาร์ ซัดประตูขึ้นนำ ลิเวอร์พูล ได้ พวกเขายิ่งส่งเสียงเชียร์หนักกว่าเดิม และนักเตะ “หงส์แดง” ก็เริ่มเสียสมาธิ

ทุกอย่างมันอยู่ในทางตรงกันข้าม วัตฟอร์ด ต้องการแต้มเพื่ออยู่รอดในพรีเมียร์ลีก แต่ ลิเวอร์พูล ต้องการแต้มเพื่อขยับเข้าใกล้การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก แต่ในท้ายที่สุด “แตนอาละวาด” เป็นฝ่ายที่ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ

คล็อปป์ กล่าวอีกว่า “มันเป็นเพียงแค่เกมเกมเดียวเท่านั้น เราเหลืออีก 10 เกมที่ต้องลงเล่น และเราต้องพยายามทำให้ดีกว่าวันนี้ทั้งในแง่ของฟอร์มในสนาม และประสิทธิภาพในเกม ผลลัพธ์ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการเราพบว่ามันยากที่จะหาวิธีในการชนะเกมแบบนี้ แต่เรารับมือกับมันได้ และนั่นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผม”

ดังนั้นสิ่งนี้หมายความว่า สำหรับ ลิเวอร์พูล พวกเขานำ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 22 คะแนนในตำแหน่งจ่าฝูงของตารางคะแนน และในท้ายที่สุดมันเป็นเรื่องเล็กน้อยของการทำแต้มหลานในขณะที่พวกเขาเข้ามาใกล้กับตำแหน่งแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 30 ปีของสโมสร

เทรนเนอร์ “หงส์แดง” กล่าวทิ้งท้ายว่า “ผมเห็นความพ่ายแพ้เป็นเรื่องบวก จากนี้ไปเราสามารถเล่นฟุตบอลได้แบบไร้ความกดดัร เราไม่จำเป็นเคร่งเครียดเพื่อที่จะได้รับการบันทึกสถิติใดๆแล้ว เราสามารถจะเอาชนะในเกมฟุตบอลนี้ได้อีกครั้ง”

ลิเวอร์พูล ต้องการแต้มเพื่อขยับเข้าใกล้การคว้าแชมป์